Meta Title เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สำคัญที่สุดของการทำ SEO ก็ว่าได้ เพราะเป็นส่วนแรกที่ผู้ใช้มองเห็นหลังจากค้นหาคำตอบบน Search Engine เปรียบเสมือนกับการเลือกหนังสือจากปก เล่มไหนที่ชื่อเรื่องน่าสนใจเราก็จะหยิบเป็นเล่มแรก ๆ ชื่อหัวข้อบทความก็เช่นกันครับ ถ้าชื่อหัวข้อน่าสนใจ ผู้ใช้ก็อยากจะกดเข้ามาอ่านกันมากยิ่งขึ้น
และในบทความนี้ KRA-JANG จะมาแชร์วิธีการเขียน Meta Title ให้ถูกต้องตามหลัก SEO และช่วยดันอันดับเว็บไซต์ให้สูงขึ้น จะมีขั้นตอนอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ

Meta Title คืออะไร
Meta Title เป็นโค้ด HTML ที่บอกชื่อเรื่องหรือหัวข้อของหน้าเว็บไซต์ ซึ่งจะปรากฏอยู่บนสุดของแถบ Browser หรือที่เราเห็นเป็นหัวข้อสีน้ำเงินบนหน้า SERP ของ Google โดยมีหน้าที่อธิบายภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมดว่าเกี่ยวกับอะไร และเป็นจุดดึงดูดให้ผู้ใช้กดเข้ามาอ่านต่อในเว็บไซต์ด้วย
ความสำคัญของ Meta Title
จะเรียกว่า Meta Title เหมือนป้ายบอกทางบนท้องถนนก็ได้ครับ เพราะเป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้ผู้ใช้รู้ว่าเนื้อหาในหน้านี้ มีคำตอบที่พวกเขาต้องการหรือเปล่า นอกจากนี้ยังมีความสำคัญดังนี้
- บอก Google ว่าเนื้อหานี้เกี่ยวกับอะไร: เพราะ Robots จะเข้ามา Crawling เนื้อหาทั้งหมดก่อนจะ Indexing ซึ่งการตั้งชื่อ Title จะช่วยนำทางและทำให้ Robots เข้าใจภาพรวมของเนื้อหาได้เร็วขึ้น
- ช่วยดันอันดับให้กับหน้าเว็บไซต์: การตั้งชื่อหัวข้อที่เหมาะสม ช่วยให้ Google เข้าใจว่าเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร สามารถนำไปจัดหมวดหมู่และจัดอันดับบนหน้า SERP ได้ง่ายขึ้น
- เพิ่ม Traffic และจำนวนคนคลิกเข้าเว็บไซต์ เมื่ออันดับดีขึ้น เว็บไซต์ก็จะถูกมองเห็นมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้มี Users กดเข้ามาในเว็บไซต์มากขึ้นนั่นเองครับ

วิธีการเขียน Meta Titleให้ถูกต้องตามหลัก SEO
เพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้เข้ามาอ่านเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น กระจ่างจะมาแชร์เทคนิคการเขียน Title ให้ตอบโจทย์กับ SEO มากขึ้นครับ
1. ใส่ Keyword ทุกครั้ง
สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยคือ Keyword และควรจะใส่ใน Meta Title ทุกครั้ง โดยเน้นไปที่ Main Keyword หรือใครจะใส่ Support Keywords ลงไปด้วยก็ได้ครับ ซึ่งตำแหน่งการวาง Keyword ที่ดีที่สุดก็คือบริเวณหน้าสุดของ Title แต่ก็สามารถวางบริเวณอื่นได้ ถ้าทำให้ชื่อเรื่องดูอ่านง่ายและน่าสนใจมากขึ้นครับ
2. ความยาวเหมาะสม
ทาง Google ได้กำหนดความยาวที่เหมาะสมของ Meta Title เอาไว้ด้วย เพื่อให้แสดงผลชื่อเรื่องได้อย่างครบถ้วน ซึ่งจะแบ่งเป็น Character-Based และ Pixel-Based ครับ
- Character-Based นับความยาวจากจำนวนตัวอักษร ควรจะอยู่ที่ 50 – 60 ตัวอักษร เหมาะกับการใช้งานในภาษาอังกฤษ
- Pixel-Based เหมาะกับการใช้งานในภาษาไทย เพราะภาษาไทยไม่มีการเว้นวรรคคำแบบภาษาอังกฤษ การแสดงผลแบบ Pixel จึงแม่นยำมากกว่า โดยความยาวที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 580 – 600 pixels
3. ควรเขียนให้แตกต่างจาก Heading 1
Heading 1 เป็นหัวข้อหลักในหน้าบทความที่ผู้ใช้จะเห็นก็ต่อเมื่อกดเข้ามาในเว็บไซต์ ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะต้องใส่ Main Keyword เหมือนกัน แต่ทั้งสองหัวข้อไม่ควรชื่อเหมือนกัน เพราะ Heading 1 ใช้แจ้งผู้อ่านทราบว่าบทความนี้เกี่ยวกับอะไร ในขณะที่ Meta Title ควรเขียนให้มีความน่าสนใจมากกว่า เพื่อดึงดูดคนให้กดเข้าอ่านเพิ่มเติมครับ
4. มีคำอธิบายหัวข้อชัดเจน
เมื่อใส่ Main Keyword ลงไปแล้ว ควรใส่คำอธิบายเกี่ยวกับหัวข้อเพิ่มเติม ซึ่งควรเป็นประโยคที่สะดุดตาหรือกระตุ้นให้คนกดเข้าไปอ่าน ตัวอย่าง
- อัปเดต 5 คาเฟ่ใหม่ย่านนนทบุรี ที่สายคอนเทนต์ไม่ควรพลาด!
- ถอดรหัส Storytelling เปลี่ยน “คอนเทนต์น่าเบื่อ” ให้เป็น “ยอดขาย”
- เช็กลิสต์ 7 อาการเสี่ยงเป็น “ออฟฟิศซินโดรม” รักษาทันก่อนสาย!
แจกเครื่องมือเช็กความยาวของ Meta Title
สำหรับใครที่กลัวว่าชื่อหัวข้อจะยาวเกินไป และไม่รู้ว่าจะเช็กความยาวยังไง กระจ่างมาแจก 2 เครื่องมือที่ทีมของเราใช้เป็นประจำครับ
Google SERP Snippet Optimization Tool

เป็นเครื่องมือของ highervisibility ที่นับความยาวด้วยวิธี Pixel-Based โดยจำกัดความยาวสูงสุดที่ 580 pixels นอกจากนี้สามารถเช็กความยาวของ URL และ Meta Description ได้ด้วย

อีกหนึ่งเครื่องมือจาก SE Ranking จุดเด่นคือมีการให้คะแนน Optimization Score ,นับความยาวทั้งรูปแบบ Character-Based และ Pixel-Based, สามารถระบุ Target keyword รวมถึงมีตัวอย่างการแสดงผลบนเดสก์ท็อปและหน้าจอโทรศัพท์
ตัวอย่าง Meta Titleที่ดีและช่วยดันอับดับเว็บไซต์ได้จริง

ตัวอย่างนี้ Main Keyword ของบทความนี้คือ “วิธีทำ SEO ด้วยตัวเอง” โดยถูกวางไว้หน้าสุดซึ่งก็คือตำแหน่งที่ดีที่สุด จากนั้นขยายความเพิ่มเติมด้วยการบอกว่ามีทั้งหมด 9 ขั้นตอนที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกของ Google
สรุป
Meta Title ถือเป็นตัวเปลี่ยนเกมในการทำ SEO เลยก็ว่าได้ เพราะช่วยดึงดูดคนเข้ามาในเว็บไซต์ เพิ่มอันดับให้เว็บไซต์ และทำให้ผู้ใช้เจอคำตอบที่ต้องการอีกด้วย ทั้งนี้ ก่อนจะตั้งชื่อหัวข้อที่น่าสนใจ อย่าลืมใส่ใจกับการทำ Keyword Research ให้มาก ๆ เพื่อเลือกคำค้นหาที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ขึ้นไปอีกครับ