การบริหารเวลาคืออะไร? รวม 5 เทคนิคแบ่งเวลาให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แชร์

หลายคนเจอปัญหางานค้างและต้องเร่งทำในช่วงท้ายเสมอ ทั้งที่เวลาในแต่ละวันก็ยังเท่าเดิม ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่มีงานมากเกินไป แต่อาจเป็นเพราะยังจัดสรรเวลาได้ไม่เหมาะกับงานที่ต้องทำ

บทความนี้ Krajang รวมเทคนิคการบริหารเวลา การแบ่งเวลา และเครื่องมือที่นำไปปรับใช้กับการทำงานได้จริง

สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)

  • การบริหารจัดการเวลา ไม่ใช่การพยายามทำงานให้ได้มากที่สุด แต่คือการเลือกใช้เวลาอันจำกัดกับงานที่สำคัญ
  • Eisenhower Matrix, Time Blocking และ Pomodoro เป็น 3 เทคนิคที่ช่วยจัดลำดับและแบ่งเวลาให้เหมาะกับลักษณะงาน
  • หากยังไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร ลองจดงานทั้งหมด → จัดลำดับความสำคัญ → กำหนดเวลา → เผื่อเวลาสำหรับงานแทรก

การบริหารเวลาคืออะไร? 

การบริหารเวลา (Time Management) คือกระบวนการวางแผนและจัดสรรเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้กับงานแต่ละอย่างอย่างเหมาะสม เพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การทำงานให้เร็วขึ้น หรือพยายามทำให้ได้มากที่สุด แต่คือ การรู้ว่าอะไรสำคัญและอะไรเร่งด่วน เพื่อให้สามารถจัดลำดับงานและใช้เวลาได้อย่างเหมาะสม

  • ลดปัญหางานค้างและงานเร่ง: วางแผนงานล่วงหน้าได้ดีขึ้น และไม่ต้องเร่งทุกอย่างในช่วงใกล้ Deadline
  • มีสมาธิกับงานมากขึ้น: ลดการสลับไปมาระหว่างหลายงาน ซึ่งอาจทำให้เสียสมาธิและใช้เวลามากขึ้น
  • แบ่งเวลางานและเวลาส่วนตัวได้ชัดเจน: เมื่อกำหนดเวลาทำงานไว้ล่วงหน้า ก็สามารถจัดสรรเวลาพักผ่อนและเรื่องส่วนตัวได้ง่ายขึ้น

การบริหารเวลาจึงเป็นอีกหนึ่ง Soft Skill ที่สำคัญสำหรับคนทำงาน โดยเฉพาะเมื่อต้องรับผิดชอบหลายงานหรือหลายโปรเจกต์พร้อมกัน

5 เทคนิคการบริหารเวลาที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

การเริ่มบริหารเวลาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีทำงานทั้งหมดในทันที ลองเริ่มจาก 5 เทคนิคง่าย ๆ ที่นำไปปรับใช้ได้กับการทำงานในแต่ละวัน

1. จดงานทั้งหมดและแยกงานใหญ่เป็นงานย่อย

รวบรวมงานที่ต้องทำทั้งหมดไว้ในที่เดียว เพื่อให้เห็นภาพรวมและไม่ต้องคอยจำทุกอย่าง จากนั้นแบ่งงานใหญ่ให้เป็น Task ย่อยที่จัดการได้ง่ายขึ้น

เช่น เปลี่ยนจาก “ทำรายงาน” เป็น “หาข้อมูล → วางโครงร่าง → เขียน → ตรวจทาน” วิธีนี้ช่วยให้เห็นขั้นตอนของงานชัดขึ้น และประเมินเวลาได้ง่ายกว่าเดิม

2. กำหนดเวลา (Time Slot) ให้ชัดเจน

แทนที่จะเขียนเพียงว่า “ต้องทำบทความวันนี้” ลองกำหนดช่วงเวลาที่จะลงมือทำ เช่น 09.00–10.30 น. สำหรับการเขียน และ 10.30–11.00 น. สำหรับการตรวจแก้

การกำหนด Time Slot ช่วยให้งานแต่ละชิ้นมีกรอบเวลาที่ชัดเจน และลดโอกาสที่งานหนึ่งจะกินเวลาต่อเนื่องไปทั้งวัน

3. ตั้ง Deadline ให้งานทุกชิ้น

งานที่ไม่มีกรอบเวลามักถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ การกำหนด Deadline ที่ชัดเจนจึงช่วยให้รู้ว่างานต้องเสร็จเมื่อไร และสามารถวางแผนย้อนกลับได้

สำหรับงานใหญ่ อาจแบ่งเป็น Deadline ย่อยในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้งานค่อย ๆ เดินหน้าแทนที่จะไปเร่งทำทั้งหมดก่อนวันส่ง

4. ตัดสิ่งรบกวนระหว่างโฟกัส

Notification จาก Social Media อีเมล หรือแชตต่าง ๆ อาจทำให้ต้องหยุดงานแล้วกลับมาเริ่มโฟกัสใหม่อยู่เรื่อย ๆ

ลองปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็นในช่วงที่ต้องใช้สมาธิ และกำหนดเวลาเช็กข้อความหรืออีเมลเป็นรอบ ๆ แทน

5. เผื่อ Buffer Time สำหรับงานแทรกเสมอ

ไม่ควรจัดตารางงานจนเต็ม 100% เพราะระหว่างวันอาจมีงานด่วน การประชุมที่เลื่อนเวลา หรือเรื่องที่ต้องเข้ามาจัดการกะทันหัน

การเผื่อเวลาไว้ประมาณ 15–20% ของวันสำหรับงานแทรก จะช่วยให้สามารถปรับตารางได้โดยไม่กระทบกับงานหลักทั้งหมด

รวมเครื่องมือช่วยจัดการเวลาให้ทำงานเป็นระบบ

เครื่องมือบริหารเวลาช่วยให้การวางแผน จัดลำดับ และติดตามงานทำได้ง่ายขึ้น โดยแต่ละประเภทเหมาะกับลักษณะการทำงานที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกใช้ให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการจัดการ

  • Calendar App (Google Calendar / Outlook): สำหรับวาง Time Blocking นัดหมาย และกำหนดช่วงเวลาทำงาน
  • To-do List App (Todoist / TickTick / Apple Reminders): สำหรับจดและติดตามรายการงานที่ต้องทำ
  • Project Management Tool (Trello / Notion / Asana): สำหรับติดตามงานที่มีหลายขั้นตอน หรือทำงานร่วมกับทีม
  • Time Tracking Tool (Toggl): สำหรับดูว่าในแต่ละวันใช้เวลาไปกับงานประเภทไหนมากที่สุด

คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับการบริหารเวลา

การบริหารเวลากับการทำงานเร็วเหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกัน การทำงานเร็วเน้นลดเวลาที่ใช้ในกระบวนการทำงาน ส่วนการบริหารเวลาเน้น การเลือกทำสิ่งที่สำคัญในเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้งานเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย

ถ้าบริหารเวลาไม่เก่ง ควรเริ่มจากจุดไหนก่อน?

เริ่มจากจดงานทั้งหมดที่ต้องทำในแต่ละวัน แล้วเลือก 3 งานที่สำคัญที่สุด (Top 3 Priorities) มากำหนดเวลาให้ชัดเจนก่อน เมื่อเริ่มคุ้นเคยแล้วจึงค่อยเพิ่มเทคนิคอื่น ๆ เข้ามา

ควรใช้เครื่องมือบริหารเวลากี่อย่างดี?

ไม่จำเป็นต้องใช้หลายเครื่องมือในเวลาเดียวกัน เริ่มจาก 1–2 อย่างที่ตอบโจทย์ก่อน เช่น ใช้ Calendar สำหรับจัดตาราง และ To-do List สำหรับติดตามงาน แล้วค่อยเพิ่มเครื่องมืออื่นเมื่อการทำงานมีความซับซ้อนมากขึ้น

สรุป

การบริหารเวลาไม่ใช่การบังคับตัวเองให้ทำงานตลอดทั้งวัน แต่คือการรู้ว่าควรใช้เวลาไปกับอะไร และควรจัดลำดับงานอย่างไร ให้เหมาะกับเป้าหมายที่ต้องการ

เริ่มต้นได้จากการจดงาน จัดลำดับความสำคัญ กำหนดเวลา และเผื่อเวลาสำหรับงานแทรก จากนั้นเลือก Framework หรือเครื่องมือที่เหมาะกับรูปแบบการทำงานของตัวเอง เพื่อให้สามารถจัดการงานได้เป็นระบบมากขึ้น

ปรึกษาทีมกระจ่างฟรี!

064-553-5526

info@krajang.co.th

Picture of krajang
krajang

บทความแนะนำ

กระบวนการทำ SEO ต้องใช้ความละเอียดและความแม่นยำค่อนข้างสูง การทำงานด้วย SEO Tool ต่าง ๆ จึงช่วยนักการตลาดประหยัดเวลา และช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาตรงตามเป้าหมายอีกด้วย
2046
แชร์

KRA-JANG พร้อมช่วยเหลือและทำธุรกิจไปกับคุณ

รับการตอบกลับภายใน 1 ชั่วโมง