Pay Per Click เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยดันให้เว็บไซต์ขึ้นไปอยู่อันดับต้น ๆ ของ Search Engine ที่นอกเหนือจากการทำ Search Engine Optimization หรือ SEO แม้ทั้งคู่สามารถเพิ่มการเข้าถึงและการมองเห็นให้กับเว็บไซต์ได้เหมือนกัน แต่หลักการทำงานแตกต่างกันอย่างชัดเจน และในบทความนี้ KRA-JANG จะมาอธิบายทุกคนว่า การทำ PPC คืออะไร และมีจุดเด่นอย่างไรบ้าง
Pay Per Click คืออะไร
PPC ย่อมาจาก Pay Per Click คือ การทำโฆษณาที่ผู้ลงโฆษณาจะถูกคิดเงินก็ต่อเมื่อมีคนคลิกที่โฆษณาเท่านั้น สามารถทำได้หลากหลายแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Instagram แต่แพลตฟอร์มที่นิยมที่สุดคือ Google Ads โดยเป็นการซื้อโฆษณาเพื่อดันเว็บไซต์ให้ขึ้นอันดับแรกของการค้นหา
ซึ่งเว็บไซต์ที่มีการทำ PPC จะปรากฏที่แถบบนสุดของการค้นหา และมีการบอกชัดเจนว่าเป็น “ผลการค้นหาที่มีผู้สนับสนุน” หรือ “Sponsored Result” แต่บางครั้งอาจแสดงผลของ AI Overviews ก่อนจากนั้นค่อยแสดงผลของโฆษณา Pay Per Click ครับ

หลักการทำงานของ Pay Per Clickเป็นอย่างไร
อย่างที่รู้กันว่าการทำ SEO เน้นไปที่การปรับแต่งเนื้อหาบนเว็บไซต์เป็นหลัก แต่การทำ PPC ก็ไม่ได้ยุ่งยากขนาดนั้นครับ โดยมีหลักการทำงานดังนี้
1. เลือกคีย์เวิร์ดและตั้งราคาประมูล (Bidding)
เริ่มด้วยการสร้างโฆษณาบน Google Ads จากนั้นเลือก Keyword ที่สอดคล้องกับสินค้า/บริการของแบรนด์ (แนะนำให้ทำ Keyword Research เพื่อเลือกคำค้นหาที่เหมาะสมที่สุด) และตั้งราคาที่ยอมจ่ายต่อหนึ่งคลิก
2. ประมูลราคาที่เสนอแบบอัตโนมัติ
หลังจากที่เราตั้งราคาประมูลแล้ว ระบบของ Google Ads จะทำการประมวลผลและเจ้าไหนที่ตั้งราคาสูงกว่า การแสดงผลโฆษณาก็จะอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า แล้วไล่เรียงกันไปตามลำดับ ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเจ้าไหนตั้งราคาเท่าไร และเจ้าอื่นก็จะไม่รู้ราคาประมูลของเราเช่นกัน
ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่ราคาประมูลเท่านั้นที่เป็นปัจจัยหลัก แต่คุณภาพของโฆษณาต้องดีและเนื้อหาเว็บไซต์จะต้องเกี่ยวข้องกับ Keyword ที่เลือกด้วยครับ
3. แสดงผลโฆษณาบน Google
โฆษณาจะแสดงผลบน Google ภายใน 24 ชม. หลังจากชนะการประมูล โดยเมื่อผู้ใช้ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดที่เราเลือกไว้และกดคลิกเข้าไปที่โฆษณา ผู้ลงโฆษณาก็จะถูกเรียกเก็บเงินตามราคาที่ประมูลไว้ตอนแรกนั่นเองครับ

ข้อดีของ Pay Per Clickมีอะไรบ้าง
การทำโฆษณาในรูปแบบ Pay Per Click ช่วยเพิ่มการเข้าถึงเว็บไซต์ โดยไม่ต้องเสียเวลามาปรับแต่งเนื้อหา และสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย รวมถึงอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
ปรับเปลี่ยนโฆษณาได้ตามต้องการ
ข้อแรก ข้อดีของ Pay Per Click คือ ผู้ลงโฆษณาสามารถเปลี่ยนข้อความ คีย์เวิร์ด รูปภาพ หรือปรับงบประมาณในการยิงแอดเมื่อไรก็ได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโฆษณา
คุมงบประมาณได้
สามารถกำหนดงบยิงโฆษณาแบบรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนได้ ทำให้งบประมาณไม่เกินที่วางแผนไว้ และในกรณีที่อยากใช้งบประมาณน้อยลง ก็สามารถเข้าไปปรับในระบบโฆษณาได้เลย
เช็กผลลัพธ์ได้ทันที
หลังจากที่โฆษณาแสดงผลบน Google แล้ว ผู้ลงโฆษณาสามารถวัดจำนวนคลิก จำนวนการเข้าชมเว็บไซต์ หรือ Cost per Action ได้เลยทันที แตกต่างจาก SEO ที่ต้องใช้เวลาสักระยะจึงจะสามารถวัดผลลัพธ์ได้
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการทำ PPCกับ SEO
| PPC | SEO | |
| หลักการทำงาน | การทำโฆษณาผ่านเครื่องมือ Google Ads เพื่อให้เว็บไซต์แสดงผลบนสุดของการค้นหา | การปรับแต่งเนื้อหาบนเว็บไซต์ให้เหมาะสมและมีคุณภาพ เพื่อตอบข้อสงสัยของผู้ใช้ |
| ระยะเวลาเห็นผลลัพธ์ | แสดงผลทันทีภายใน 24 ชม. | ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือน |
| ค่าใช้จ่าย | เสียค่าใช้จ่ายเมื่อมีคนคลิกโฆษณา | ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณา |
การทำ PPCเหมาะกับใคร/ธุรกิจแบบไหน
- ธุรกิจที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ทันที เพราะ Pay Per Click สามารถวัดผลลัพธ์ได้ทันทีหลังจากโฆษณาแสดงผล ทำให้ธุรกิจสามารถเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และวางแผนงานในขั้นตอนถัดไปได้อย่างรวดเร็ว
- ธุรกิจที่อยากเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง นอกจากสามารถกำหนดคำค้นหาได้แล้ว Pay Per Click ยังสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้แบบเฉพาะเจาะจง เช่น อายุ เพศ ความสนใจ
- ธุรกิจที่ต้องการโปรโมทสินค้าในระยะสั้น ๆ สามารถเริ่มและหยุดการแสดงผลโฆษณาได้ตามความต้องการ
สรุป
การทำ PPC เป็นกลยุทธ์ที่สามารถปรับใช้ได้กับธุรกิจทุกขนาด ที่สำคัญคือใช้งบประมาณที่คุ้มค่ากว่าการทำโฆษณารูปแบบอื่น ๆ เพราะธุรกิจสามารถกำหนดงบและระยะเวลาได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม การทำ Pay Per Click ควบคู่ไปกับการทำ SEO ที่เน้นผลลัพธ์แบบ Organic แต่สามารถแสดงผลในระยะยาวกว่า ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและ Conversions ให้กับธุรกิจได้มาก ๆ เลยครับ