การทำ SEO ในปัจจุบันเปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอนที่ต้องอาศัยความอดทน และการวางแผนระยะยาว ซึ่งในสนามที่มีการแข่งขันสูงแบบนี้ ทำให้หลายคนพยายามใช้ทางลัดที่เรียกว่า Black Hat SEO เพื่อเร่งทำอันดับให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงแรก ซึ่งแน่นอนว่าเทคนิคนี้ไม่ใช่เทคนิคที่ Google ประทับใจ และมักจบลงด้วยการที่เว็บไซต์หายไปจากหน้าค้นหา เพราะถูกแบน ซึ่งบทความนี้ KRA-JANG จะพาทุกคนไปเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคการทำ Black Hat SEO ว่าคืออะไร แล้วถ้าเผลอทำไปแล้วจะส่งผลกระทบอะไรบ้างต่อการทำ SEO
Black Hat SEO คืออะไร? ทำไม Google ถึงเกลียดเทคนิคนี้?
Black Hat SEO คือ การใช้เทคนิคที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบและข้อกำหนด ของ Search Engine โดยมีเป้าหมายหลักคือการหลอกล่อ Algorithm ให้จัดอันดับเว็บไซต์ให้สูงขึ้นโดยไม่คำนึงถึง User Experience เลย
สาเหตุที่ Google ไม่ชอบเทคนิค Black Hat SEO นั่นก็เพราะเทคนิคดังกล่าวทำให้คุณภาพของผลการค้นหาลดลงครับ ลองนึกภาพว่าคุณกำลังหาข้อมูลเรื่องวิธีดูแลสุขภาพ แต่ Google กลับแสดงเว็บที่ยัดเยียดแต่คำโฆษณาหรือเนื้อหาที่อ่านไม่รู้เรื่องขึ้นมาแทน ซึ่งข้อมูลที่ไม่ตอบโจทย์การค้นหาของ User เหล่านี้อาจส่งผลเสียทำให้คนเลิกค้นหาสิ่งต่าง ๆ บน Google ดังนั้น Google จึงต้องพัฒนา Algorithm อย่างหนักเพื่อกำจัดและลงโทษเว็บไซต์ที่ใช้เทคนิคเหล่านี้
รวมเทคนิค Black Hat SEO มีอะไรบ้าง ที่นักทำเว็บต้องระวัง
หลายครั้งที่เพิ่งเริ่มทำ SEO อาจเผลอทำเทคนิค Black Hat SEO ไปโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งลองมาเช็กกันดูดีกว่าครับว่าเทคนิค Black Hat SEO ที่นักทำเว็บต้องระวัง มีอะไรบ้าง
1. Keyword Stuffing (การยัดคีย์เวิร์ด)
การใส่คำค้นหาซ้ำ ๆ ลงในเนื้อหาแบบผิดธรรมชาติ เช่น “เราขายรองเท้าวิ่ง รองเท้าวิ่งดีที่สุด รองเท้าวิ่งราคาถูก ซื้อรองเท้าวิ่งที่นี่” การทำแบบนี้ทำให้อ่านไม่รู้เรื่องและ Google ในปัจจุบันฉลาดพอจะรู้ว่าคุณกำลังพยายามยัดเยียดคำเพื่อปั่นอันดับ
2. Cloaking (การบังตา)
การ Cloaking คือการตั้งค่าให้ Google Bot เห็นเนื้อหาอย่างหนึ่งที่เป็นบทความคุณภาพดีเยี่ยม แต่พอผู้ใช้งานจริง ๆ คลิกเข้าไปกลับเจอหน้าขายของ หน้าพนัน หรือเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องเลย
3. Hidden Text & Links (ซ่อนลิงก์/ข้อความ)
การนำข้อความหรือลิงก์ไปซ่อนไว้ไม่ให้ผู้ใช้เห็น เช่น การใช้ตัวหนังสือสีขาวบนพื้นหลังสีขาว หรือการซ่อนลิงก์ไว้ในจุดเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็น เช่น จุดฟูลสตอป เพื่อหวังเพิ่มคะแนนด้าน Keyword หรือ Backlink โดยไม่ให้เสียดีไซน์เว็บ
4. Private Blog Networks (PBNs)
การสร้างเครือข่ายเว็บไซต์ปลอม ๆ ขึ้นมาจำนวนมากเพื่อยิง Backlink กลับมายังเว็บหลัก เทคนิค Black Hat SEO นี้เคยได้รับความนิยมสูงมาก แต่ปัจจุบัน Google เพ่งเล็งเป็นพิเศษ หากระบบตรวจพบความผิดปกติของโครงสร้างเครือข่าย เว็บไซต์ทั้งหมดในวงจรจะถูกแบนถาวรทันทีครับ
5. Auto-generated Content / Content Spinning
การใช้โปรแกรมหรือ AI ในการเขียนบทความที่ไม่มีคุณภาพออกมา โดยอาจจะมีทั้งการสลับคำหรือก๊อปปี้เนื้อหาคนอื่นมาดัดแปลงแบบมักง่ายเพื่อให้ได้จำนวนหน้าเยอะ ๆ ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้มักจะไร้ประโยชน์และทำลายความน่าเชื่อถือของแบรนด์อย่างรุนแรง
6. Buying Links
การซื้อขาย Backlink อย่างโจ่งแจ้งเพื่อหวังทางลัดด้านอันดับ ถือเป็นความผิดกฎ Google อย่างชัดเจนครับ Google แนะนำให้เราได้ลิงก์มาโดยธรรมชาติจากคุณภาพของเนื้อหา (Earned Link) จะดีกว่าครับ
ผลกระทบที่อาจตามมาจากการทำ Black Hat SEO
หลังจากที่ได้เห็นเทคนิคการทำ Black Hat SEO ว่ามีอะไรบ้าง ต่อมาเรามาดูกันดีกว่าครับว่า ผลกระทบที่อาจตามมาจากการทำ Black Hat SEO ส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์ของเราอย่างไรบ้างครับ
การโดนลงโทษจาก Algorithm (Algorithmic Penalty)
เมื่อ Google Core Update เว็บไซต์ที่ใช้เทคนิคเหล่านี้จะถูกตรวจพบโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจส่งผลให้อันดับร่วงจากหน้าแรกไปอยู่หน้าสุดท้าย หรือหายไปจากการค้นหาในบางคีย์เวิร์ดทันที
การโดนลงโทษโดยคน (Manual Action)
หากเจ้าหน้าที่ของ Google ตรวจเจอความผิดปกติที่ร้ายแรง เว็บไซต์ของคุณจะถูกแบน หรืออาจถึงขั้น De-indexing หรือการลบเว็บไซต์ออกจาก Google ทำให้คนไม่สามารถค้นหาคุณเจอได้อีกเลยเสมือนว่าเว็บนี้ไม่มีตัวตนอยู่
ความเสียหายต่อภาพลักษณ์แบรนด์ (Brand Reputation)
ลองคิดดูครับว่าถ้าลูกค้าคลิกเข้ามาแล้วเจอเว็บสแปม หรือเนื้อหาที่หลอกลวง ความเชื่อถือที่มีต่อแบรนด์จะหายไปทันที การกู้คืนอันดับนั้นยากแล้ว แต่การกู้คืนความศรัทธาจากลูกค้านั้นยากยิ่งกว่าหลายเท่าครับ
ถ้าเผลอทำ Black Hat SEO ไปแล้วต้องทำยังไง? แชร์วิธีแก้ไขที่ทำตามได้ไม่ยาก
สำหรับใครที่เผลอทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับแก้ดูครับ
ตรวจสอบ Backlink ขยะด้วย Google Search Console
เข้าไปเช็กในเมนู Links ใน Google Search Console เพื่อดูว่ามีเว็บไซต์แปลก ๆ หรือเว็บสแปมยิงลิงก์มาหาเราเยอะผิดปกติไหม หากเจอแหล่งที่มาที่ไม่น่าไว้วางใจ ให้รวบรวมลิสต์เหล่านั้นไว้ครับ
การทำ Disavow Links
เมื่อได้ลิสต์ลิงก์ขยะมาแล้ว ให้ใช้เครื่องมือ “Disavow Tool” ของ Google เพื่อแจ้งให้ Google
ปรับปรุงเนื้อหาให้กลับมาเป็น White Hat
ปรับปรุงเนื้อหา Backlink ให้เป็นบทความที่มีคุณภาพ มีประโยชน์ และตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง ๆ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ Black Hat SEO
Black Hat SEO ทำให้อันดับขึ้นเร็วกว่าจริงไหม?
ทำให้อันดับขึ้นเร็วกว่าเดิมจริง แต่มันเป็นการขึ้นแบบชั่วคราวและมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะหากทาง Google ตรวจพบอันดับที่ทำมาทั้งหมดก็จะหายไปจากการที่เว็บไซต์ของคุณถูกลงโทษ
คู่แข่งทำ Black Hat ใส่เรา (Negative SEO) แก้ไขได้อย่างไร?
หากเจอลิงก์ขยะจำนวนมากยิงใส่เว็บเรา ให้รีบใช้เครื่องมือ Disavow Links ทันที และหมั่นตรวจสอบสุขภาพเว็บไซต์ผ่าน Google Search Console สม่ำเสมอเพื่อป้องกันเหตุตั้งแต่เนิ่น ๆ ครับ
สรุป
การทำ SEO ที่ยั่งยืนไม่มีทางลัดครับ แม้ว่าเทคนิค Black Hat SEO จะทำให้อันดับพุ่งไวเพียงข้ามคืน แต่สุดท้ายแล้ว Google ก็จะพัฒนา Algorithm มาเพื่อคัดกรองให้เหลือเนื้อหาและบทความที่เป็นประโยชน์และตอบโจทย์ผู้อ่านอยู่เสมอครับ
และสำหรับใครที่เผลอใช้เทคนิค Black Hat SEO ไป ต้องการแก้ไขการทำ SEO กลับมาสู่สายขาวเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนของการทำ SEO ให้ KRAJANG ช่วยดูแลคุณได้ครับ เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญพร้อมดูแลตั้งแต่การวางโครงสร้าง ไปจนถึงเขียนคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับแนวทางการทำ SEO เพื่อส่งให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนที่สุด
ติดต่อสอบถาม
โทร: 064-553-5526
Line: @krajang
E- Mail: info@krajang.co.th