การวาง Heading Tag อย่างครบถ้วนและเหมาะสมกับหน้าเพจ ก็เปรียบเสมือนกับหนังสือที่มีสารบัญ ช่วยให้ Users สามารถท่องเว็บไซต์ของเราได้อย่างสะดวกสบาย บทความนี้ KRA-JANG จึงอยากจะชวนคุณมาทำคอนเทนต์ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ด้วยเทคนิคและวิธีใช้ Heading Tag ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ และเพิ่มอันดับให้กับเว็บไซต์ของคุณ พร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลยครับ!

Heading Tag คืออะไร
Heading Tag หรือ HTML Tag เป็นองค์ประกอบที่ใช้ในการกำหนดหัวข้อและจัดโครงสร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์ เพื่อบอกว่าหัวข้อไหนเป็นหัวข้อหลัก หัวข้อย่อย ช่วยให้ Robots ของ Search Engine สามารถเข้ามาเก็บข้อมูลได้ง่ายขึ้น และทำให้ Users เข้าใจภาพรวมของหน้าเพจได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
ประเภทของ Heading Tag มีอะไรบ้าง
สำหรับประเภทของ HTML Tag จะมีหัวข้อใหญ่สุดคือ Heading 1 และย่อยไปจนถึง Heading 6 โดยแต่ละ Heading ก็จะมีความสำคัญและวิธีใช้ที่แตกต่างกันครับ
H1 (Heading 1)
Heading 1 เป็นหัวข้อหลักของหน้าเพจ เอาไว้บอก Google และผู้อ่านว่าเนื้อหาในหน้านี้เกี่ยวกับอะไร ซึ่งสิ่งสำคัญคือ H1 จะต้องมีแค่ 1 ตำแหน่งเท่านั้น และควรอยู่บริเวณด้านบนสุดของบทความครับ
H2 (Heading 2)
Heading 2 เป็นหัวข้อที่สำคัญรองลงมาจาก Heading 1 เพื่ออธิบายว่าหัวข้อรองของคอนเทนต์นี้มีอะไรบ้าง สำหรับ H2 ไม่ได้กำหนดจำนวนตายตัวว่าจะต้องมีกี่ตำแหน่ง แล้วแต่การวางโครงสร้างเนื้อหาของนักเขียนเลยครับ
H3 – H6 (Heading 3 – 6)
Heading 3 – 6 เป็นหัวข้อย่อยที่ใช้ขยาย Heading 2 เพิ่มเติม โดย Heading Tag นี้สามารถย่อยได้ตั้งแต่ H3, H4. H5 ไปจนถึงหัวข้อเล็กสุดที่ H6
ตัวอย่างการใช้ Heading Tagที่เหมาะสม
เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพมากยิ่งขึ้น กระจ่างขอแนะนำการวางตำแหน่ง HTML Tag ที่เหมาะสม ตามตัวอย่างด้านล่างนี้เลยครับ
ตัวอย่างการใช้ Heading Tag <H1>SEO คืออะไร อยากให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Search Engine ต้องทำอย่างไร <H2>SEO (Search Engine Optimization) คืออะไร <H2>องค์ประกอบของการทำ SEO มีอะไรบ้าง <H3>On-Page SEO <H3>Off-Page SEO <H3>Technical SEO <H2>SEO กับ SEM แตกต่างกันอย่างไร <H2>ทำไมการทำ SEO ถึงมีความสำคัญต่อธุรกิจ <H3>1. เพิ่มการมองเห็นให้กับแบรนด์ <H3>2. สร้างยอดขายในระยะยาว <H3>3. แบรนด์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น <H2>สรุป |
ทำไมนักเขียน SEO จึงควรใส่ใจกับการปรับแต่ง Heading Tag
อย่างที่อธิบายไปตั้งแต่ต้นว่าการมี Heading Tag ในเว็บไซต์ ก็เหมือนกับการมีสารบัญในหนังสือครับ สิ่งนี้ช่วยให้ Robots ทำความเข้าใจเนื้อหาและหัวข้อทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ Crawling และ Indexing เพื่อนำเว็บไซต์ของเราไปจัดอันดับ ยิ่งอธิบายหัวข้อต่าง ๆ ได้เข้าใจง่าย ก็จะส่งผลดีต่ออันดับของเว็บไซต์ของเราไปด้วย
นอกจากนี้ ยังตอบโจทย์กับการทำ Answer Engine Optimization (AEO) เพราะพฤติกรรมการค้นหาของผู้คนยุคปัจจุบันอยากได้คำตอบที่สั้นและรวดเร็ว การย่อย HTML Tag จึงช่วยให้ AI เข้ามาเก็บข้อมูลและไปแสดงผลได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ
แชร์ 3 เทคนิคปรับแต่ง Heading Tagอย่างไรให้ได้ผลกับ SEO มากที่สุด
โครงสร้างเนื้อหาดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ในส่วนท้ายนี้กระจ่างมาบอกต่อวิธีการปรับแต่ง Heading Tag ที่รับรองว่าเวิร์ก และช่วยดันอันดับเว็บไซต์ของคุณให้ติดหน้าแรกอย่างแน่นอน!
1. ใส่ Keyword ลงใน Heading Tagทุกครั้ง
การทำ SEO ต้องมาคู่กับ Keyword เสมอ ดังนั้น คุณควรจะใส่คีย์เวิร์ดสำคัญลงใน HTML Tag ด้วย โดย Main Keyword ควรจะปรากฏใน Heading 1 และอยู่บริเวณหน้าสุด แต่ก็ระมัดระวังการใส่ Keyword มากเกินไปจนกลายเป็นสแปมด้วยนะครับ
2. ชื่อของ Heading 1 ไม่ควรซ้ำกับ Title Tag
เทคนิคสำคัญคือ ชื่อของ Heading 1 และ Title Tag ไม่ควรจะเหมือนกัน เพราะ Tag ทั้งสองตัวเป็นคนละองค์ประกอบกัน แต่ความหมายสามารถใกล้เคียงกันได้ครับ เช่น
- Title Tag: SEO (Search Engine Optimization) คืออะไร ทำไมธุรกิจไม่ควรมองข้าม
- Heading 1: SEO คืออะไร อยากให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Search Engine ต้องทำอย่างไร
3. ไม่ควรใส่ Heading Tagข้ามลำดับ
ตัวอย่างเช่น หากเราใส่หัวข้อ Heading 2 ไปแล้ว และอยากอธิบายหัวข้อย่อย ก็ควรเลือกใช้ Heading 3 และถ้าอยากขยายความหัวข้อ Heading 3 เพิ่มอีกก็ให้ใช้ Heading 4 ตามลำดับครับ วิธีนี้จะช่วยให้ Robots ทำความเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น
สรุป
Heading Tag เป็นหนึ่งในองค์ประกอบเล็ก ๆ ของการทำ SEO แต่ทรงพลังด้านการดันอันดับเว็บไซต์ และ User-friendly มาก ๆ เลยนะครับ แค่คุณใส่ใจกับรายละเอียดตรงส่วนนี้ ก็จะช่วยให้เว็บไซต์ถูกมองเห็นและมี Traffic เยอะยิ่งขึ้นด้วย บทความหน้ากระจ่างจะมาแชร์ทริคอะไรน่าสนใจอีก มารอติดตามกันได้เลย