ถ้ารู้สึกว่าร่างกายไม่แข็งแรงก็ต้องไปหาหมอ เว็บไซต์เองก็เช่นกัน นักการตลาดต้องคอยตรวจสุขภาพหรือทำ SEO Website Audit อย่างสม่ำเสมอ เพราะว่าเว็บก็คือหน้าร้านออนไลน์ที่ต้องคอยต้อนรับลูกค้าจำนวนมาก หากหน้าเว็บไซต์มีปัญหาอาจหมายถึงการสูญเสียยอดขายหรือโอกาสเติบโตในระยะเวลาสั้น ๆ
บทความนี้ KRA-JANG จะมาแชร์ว่าการเช็กสุขภาพเว็บไซต์ SEO Audit ต้องทำยังไง พร้อม Checklist จุดที่คุณควรตรวจสอบแบบละเอียดยิบ ว่าแล้วก็ตามมาอ่านกันเลยครับ!
SEO Audit คืออะไร
SEO Audit คือ การตรวจสอบว่าเว็บไซต์มีประสิทธิภาพในผลการค้นหามากน้อยแค่ไหน ผ่านการเช็กคุณภาพของเนื้อหา แผนผังเว็บไซต์ ความเร็วในการโหลด หรือปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ที่มีผลต่อการจัดอันดับหน้า SERP ดูว่าจุดไหนที่ควรปรับปรุงและปรับแต่งให้ตอบโจทย์กับ Search Engine มากขึ้น เพื่อดันอันดับเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก และเรียก Organic Traffic ได้เยอะขึ้น
ทำไมเว็บไซต์ถึงต้องทำ SEO Website Audit
เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ทำนักการตลาดรู้ว่าเว็บไซต์มีข้อผิดพลาดตรงไหน ทำไมถึงมี Traffic น้อย ไม่เกิด Conversion หรือไม่ติดหน้าแรกของ Google คล้ายกับการตรวจสุขภาพมนุษย์เหมือนที่กล่าวไปข้างต้นครับ เมื่อทราบแล้วว่าเว็บไซต์ไม่สบายตรงไหน ก็ต้องหาเครื่องมือมาช่วยให้กลับมามีประสิทธิภาพ และพัฒนาจุดบกพร่องต่าง ๆ ให้สามารถเอาชนะคู่แข่งได้
3 องค์ประกอบหลักของการทำ Technical SEO Auditมีอะไรบ้าง
การตรวจสุขภาพก็ต้องไล่ไปทีละส่วน แต่ละอวัยวะสำคัญใช่ไหมล่ะครับ ซึ่งการทำ SEO Website Audit ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญที่คุณควรตรวจสอบ ได้แก่
- Technical SEO ระบบหลังบ้านที่เปรียบเสมือนกระดูกและกล้ามเนื้อของเว็บไซต์ เป็นการปรับปรุงเชิงโครงสร้างเพื่อให้ Google Bot เข้ามาเก็บข้อมูล (Crawling) และนำไปจัดทำดัชนี (Indexing) ได้ง่ายขึ้น
- On-Page SEO การปรับแต่งเนื้อหาทั้งหมดที่อยู่บนเว็บไซต์ ว่าคนที่เข้ามาอ่านได้ความรู้ ได้คำตอบที่ตามหา เป็นไปตามหลักการ E-E-A-T ตรงกับ Keyword ที่พวกเขาค้นหาหรือไม่ รวมถึงเหมาะสมกับการแสดงผลใน AI Search หรือเปล่า คล้ายกับหัวใจของมนุษย์เลยครับ
- Off-Page SEO การเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ เปรียบง่าย ๆ เหมือนหน้าตาภายนอกที่คนอื่นมองมา โดยดูว่าคนอื่นพูดถึงเราอย่างไร และข้อมูลเหมาะแก่การนำไปอ้างอิงหรือเปล่า

แจกเช็กลิสต์การทำ SEO Website Auditทุกจุดอย่างละเอียด
มาดูกันว่าเช็กลิสต์ที่ใช้ในการตรวจสุขภาพโดยรวมของเว็บไซต์ จะมีอะไรบ้าง
ปรับแต่งหน้า On-Page ให้มีคุณภาพ
- Meta Title หัวข้อหลักหรือ Meta Title ต้องใส่ Keyword ทุกครั้ง ชื่อเรื่องไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป และต้องไม่ซ้ำกับ H1
- Heading Tag ต้องมี H1 แค่ 1 ครั้งและต้องใส่ Keyword กระจาย H2 / H3 / H4 อย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป รวมถึงเรียงลำดับ Heading Tag ให้ถูกต้อง
- Meta Description ต้องมี Keyword มีความยาวไม่เกิน 120 – 160 ตัวอักษร หรือไม่เกิน 990px และแต่ละหน้าจะต้องใส่คำอธิบายที่แตกต่างกัน
- Internal Link ต้องแทรกลิงก์ที่เชื่อมโยงเนื้อหาภายในเว็บไซต์ อย่างน้อย 2 – 3 ลิงก์
- External Link แทรกลิงก์ภายนอกที่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหา อาจเป็นแหล่งอ้างอิงก็ได้ โดยกระจ่างแนะนำให้เลือกเว็บไซต์ที่มีค่า DA สูงครับ
- Image Alt Tag ต้องใส่รูปภาพและมีคำอธิบายรูปภาพทุกรูป ซึ่งควรจะมี Keyword ด้วยเช่นกัน
- E-E-A-T Content เนื้อหาที่เขียนจะต้องสดใหม่ ไม่คัดลอกใคร แสดงถึงความเชี่ยวชาญ มีความน่าเชื่อถือ ข้อมูลถูกต้อง และเว็บไซต์จะต้องปลอดภัย ระบุโดเมนชัดเจน
ปรับแต่งหน้า Off-Page ให้ตอบโจทย์กับ User
- Backlink การทำให้เว็บไซต์อื่นทำลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่เว็บไซต์ของเรา ยิ่งได้รับ Backlink คุณภาพสูงจำนวนมาก ก็จะเพิ่มอันดับเว็บไซต์ให้สูงขึ้นตามไปด้วย
- Backlink Audit ตรวจสอบว่าลิงก์ของเว็บไซต์เราเชื่อมโยงกับเว็บ Spam หรือเปล่า ซึ่งหากมีเยอะอาจทำให้อันดับเว็บไซต์ตกได้
- Local SEO หากมีการทำ Local SEO บน Google Maps ด้วย อย่าลืมตรวจสอบว่าชื่อร้าน/บริษัท ตำแหน่งที่ตั้ง และเบอร์โทรศัพท์ถูกต้องหรือไม่

ปรับแต่งเชิง Technical ให้ใช้งานสะดวก
- Core Web Vitals เป็นชุดเมตริกใช้วัดประสบการณ์ของผู้ใช้ มีทั้งหมด 3 ตัว ได้แก่ ตัววัดประสิทธิภาพในการโหลดเนื้อหา (LCP) ตัววัดความเร็วที่เว็บไซต์ตอบสนองกับผู้ใช้ (INP) และตัววัดความเสถียรของเว็บไซต์ขณะใช้งาน (CLS)
- Page Speed ตรวจเช็กความเร็วของเว็บไซต์ โดยเนื้อหาต้องโหลดไม่เกิน 2 – 3 วินาที
- Indexing ตรวจเช็กว่าแต่ละหน้าถูก Google จัดทำดัชนีไปแล้วหรือยัง เพื่อที่จะได้ดู Ranking บนผลการค้นหาต่อไป
- Robot.txt เป็นไฟล์สคริปต์สำหรับบอกให้ Robots รู้ว่าต้องเข้าไปเก็บข้อมูลของหน้าไหน
- Site Structure การวางโครงสร้างของเว็บไซต์ ซึ่งต้องทำให้ Robots รู้ว่าเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไรและแต่ละส่วนเชื่อมโยงกันหรือไม่
- Sitemap การทำแผนผังเว็บไซต์ (เหมือนสารบัญหนังสือ) เพื่อบอกว่าเว็บไซต์มีกี่หน้า เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร และหน้าไหนที่เชื่อมโยงกันบ้าง
- Redirect 301 การเปลี่ยนเส้นทางของ URL ไปยังหน้าที่ต้องการ เพื่อป้องกันการเกิดหน้าต่าง 404 Not Found
- SSL Connections หรือ HTTPs Certificate ใบรับรอง SSL เพื่อป้องกันการถูกปลอมแปลงเป็นเว็บไซต์ปลอม
- Canonical Tag เครื่องมือสำหรับบอก Search Engine ว่า URL ใดคือหน้าหลักของเว็บไซต์
- Website Hosting Firewall การติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์
- Mobile-friendly การทำให้เว็บไซต์สามารถแสดงผลได้ดีบนสมาร์ทโฟน
กระจ่างแชร์ทริค! ทำ SEO Website Auditเว็บไซต์ในยุค AI Search
จริง ๆ แล้วเช็กลิสต์การทำ SEO Audit ข้างต้นก็ถือว่าครบถ้วนแล้ว แต่ตอนนี้ SEO กำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI Search เว็บไซต์ไหนที่ถูก AI นำไปอ้างอิงคำตอบ ก็จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงและเพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้นตามไปด้วย
- AI Visibility Score ตรวจสอบว่าเนื้อหาของเราถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI อย่าง ChatGPT, Gemini หรือ Perplexity บ่อยแค่ไหน
- Schema Markup มีการใช้ Schema Markup เพื่อให้ AI เข้าใจภาพรวมเนื้อหาง่ายขึ้น เช่น Product, FAQ, Local Business หรือ How-to
- ความถูกต้องของข้อมูล เพราะข้อมูลที่ AI นำไปอ้างอิงอาจมีความขัดแย้งกันเอง ดังนั้น ควรตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาให้ดีว่าถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่

แนะนำเครื่องมือสำหรับทำ Technical SEO Auditมีทั้งฟรีและเสียค่าใช้จ่าย
ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ใช้ในการทำ SEO Website Audit มากมายให้คุณเลือกใช้ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในกาปรับปรุงเว็บไซต์เป็นอย่างมาก
Google Search Console
เป็นเครื่องมือระดับเทพที่ทุกคนขาดไม่ได้ เพราะครบจบในชิ้นเดียวแถมยังใช้งานได้ฟรี! โดยสามารถเช็กว่าเว็บไซต์ถูก Indexing เช็กประสิทธิภาพของคีย์เวิร์ด และตรวจสอบ Core Web Vitals ได้ด้วย
Page Speed Insights
อีกหนึ่งเครื่องมือฟรีจาก Google ใช้ในการวัดประสิทธิภาพความเร็วของเว็บไซต์ ตรวจสอบประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ (User Experience) ข้อดีคือมีคำแนะนำว่าถ้าอยากเพิ่มความเร็วให้กับเว็บไซต์ จะต้องปรับปรุงส่วนไหน เช่น บีบอัดขนาดรูปภาพ ลบแคชหรือปลั๊กอินที่ไม่จำเป็น และย่อขนาดไฟล์ CSS / Javascript
Ahrefs
เป็นเครื่องมือที่เสียตังค์ แต่ก็คุ้มค่ากับการลงทุนมาก ๆ เพราะมีฟีเจอร์สำหรับทำ Technical SEO Audit มากมาย เช่น
- Site Audit ใช้ตรวจสอบหน้าที่มีเนื้อหาซ้ำ ลิงก์เสีย หรือหน้าไหนที่โหลดช้า
- Site Explorer วัดประสิทธิภาพของโดเมน เช็กจำนวน Backlink และ Organic Traffic ตรวจสอบหน้า Top Page ของเว็บไซต์
- Keywords Explorer วิเคราะห์ Keyword Difficulty และ Search Volume เพื่อเลือกใช้คำค้นหาที่เหมาะสมกับเนื้อหามากที่สุด
- Content Explorer ค้นหาคอนเทนต์หรือเนื้อหายอดนิยมในอดีต เพื่อดูแนวทางการปรับแต่งและนำมาปรับใช้กับเว็บไซต์ของเราต่อไป
สรุป
ตัวชี้วัดที่ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับ ไม่ได้มีแค่คุณภาพของเนื้อหา หรือดีไซน์เว็บที่สวยงามเท่านั้น แต่รวมไปถึงการปรับปรุงเชิงเทคนิคที่จะเพิ่มประสบการณ์ให้กับผู้ใช้ และทำให้สามารถท่องเว็บไซต์ของคุณได้สะดวกขึ้น ดังนั้น Technical SEO Audit จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับการดูแลสุขภาพคนให้แข็งแรง การแก้ไขจุดผิดพลาดเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจทำให้เว็บไซต์ของคุณแซงหน้าคู่แข่งจนเขาตามไม่ทันเลยทีเดียวครับ