รวม 8 โปรแกรมหา Keyword ฟรีและเสียเงิน (อัปเดต 2026) ตัวช่วยทำ SEO ที่ไม่มี ไม่ได้!

แชร์
รวม 8 โปรแกรมหา Keyword ฟรีและเสียเงิน

การทำ SEO ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่การเดาสุ่ม ๆ อีกต่อไปครับ เพราะในปัจจุบันการทำ SEO นั้นเรียกได้เป็นวงการที่มีการแข่งขันสูงเลยทีเดยว ทั้งการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้า SERP และการที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณถูก AI หยิบไปแสดงผลใน AI Search ต่าง ๆ แน่นอนว่าก่อนจะทำ Content ลงในเว็บไซต์สัก Topic นึง จะมานั่งจิ้ม Keywords แบบสุ่ม ๆ ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ว่าทุก Keywords จะมี Search Volume เสมอไป

เมื่อเป็นแบบนี้แล้วการมีผู้ช่วยอย่าง “โปรแกรมหา Keyword” จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักทำ SEO ไม่ว่าจะเป็นการหา Money Keywords, Niche Keywords หรือการค้นหา Long-tail Keywords ที่กลุ่มเป้าหมายกำลังสงสัย ต้องการคำตอบแบบจริงจัง
บทความนี้ KRA-JNAG จะขอพาคุณไปทำความรู้จักกับโปรแกรมหา Keyword ทั้งแบบฟรีและเสียเงิน ที่คัดมาแล้วว่าตอบโจทย์การทำงานจริง เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น และสำหรับเอเจนซี่รับทำ SEO จะมีโปรแกรมไหนกันบ้าง ไปอ่านพร้อม ๆ กันได้เลยครับ

เลือกหัวข้อที่คุณสนใจ

    แนะนำโปรแกรมหา Keywordที่คัดมาแล้วว่าเวิร์ก มีตัวไหนบ้าง?

    มาดูกันครับว่าโปรแกรมหา Keyword ที่ตอบโจทย์กับการใช้งานสำหรับนักทำ SEO ที่เราคัดมาแล้ว มีโปรแกรมไหนกันบ้าง แล้วแต่ละโปรแกรมมีฟีเจอร์ที่เด่น จะฟรีหรือเสียเงิน ไปดูกันเลยครับ

    1. Google Keyword Planner

    โปรแกรมหา keyword ฟรี Google Keyword Planner

    พูดถึงโปรแกรมค้นหา Keyword ที่ไม่มีใครไม่รู้จักกับ Google Keyword Planner ซึ่งเป็นเครื่องมืออย่างเป็นทางการของ Google เอง ทำให้ข้อมูลปริมาณการค้นหาจึงมีความใกล้เคียงความจริงที่สุด

    แน่นอนว่านอกจากจะใช้หา Keyword ใหม่ ๆ ได้แล้ว Google Keyword Planner มีฟีเจอร์ที่โดดเด่นอย่างฟีเจอร์ “Forecast” ที่ช่วยให้เราประเมินล่วงหน้าได้ว่า หากเราทำอันดับในคำนี้ได้ จะมี Traffic เข้าเว็บประมาณเท่าไหร่ นอกจากนี้ยังมีระบบ “Grouped Ideas” ที่ช่วยจัดกลุ่ม Keyword ที่มีความหมายใกล้เคียงกัน (LSI Keywords) ให้เรานำไปใช้วางโครงสร้างบทความได้ง่ายขึ้นอีกด้วยครับ

    • ข้อจำกัด: ส่วนใหญ่แล้วตัวเลข Volume มักจะถูกปัดเศษ และถ้าไม่ได้รันโฆษณา ข้อมูลจะเป็นช่วงกว้าง ๆ ซึ่งอาจทำให้การวิเคราะห์ Keywords ที่มีความใกล้เคียงกันมาก ๆ ทำได้ยาก
    • ราคาแพ็คเกจ: ใช้งานฟรี (แต่จำเป็นต้องมีบัญชี Google Ads)

    2. Google Trends

    โปรแกรมหา keyword ฟรี Google Trends

    ใครที่กำลังต้องการ Tool ดี ๆ สำหรับการทำ Seasonal Content และเกาะกระแสให้อัปเดตทันในทุก ๆ เทรนด์ ขอแนะนำ Google Trends เลยครับ เพราะความเจ๋งของโปรแกรมหา Keyword ตัวนี้คือการเปรียบเทียบความนิยม (Interest over time) ซึ่งจะทำให้เราเห็นได้เลยว่าคำว่า “A” กับ “B” คำไหนกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Related Queries ที่แบ่งเป็น Top (คำที่นิยมที่สุด) และ Rising (คำที่กำลังพุ่งแรง) ซึ่งมักจะเป็นคีย์เวิร์ดประเภทโอกาสทองที่คู่แข่งยังไม่ทันตั้งตัวครับ

    • ข้อจำกัด: ไม่สามารถบอกปริมาณ Search Volume ได้โดยตรง ทำให้ประเมินขนาดตลาดได้ยากหากใช้ตัวเดียว
    • ราคา: ใช้งานฟรี 

    3. Google Search Console

    โปรแกรมหา keyword ฟรี Google Search Console

    เครื่องมือทำ SEO ที่ช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพเว็บไซต์ของตัวเองที่คนทำ SEO ขาดไม่ได้อย่าง Google Search Console ซึ่งฟีเจอร์เด่นที่หลาย ๆ คนชอบที่สุดคือรายงาน “Performance” ซึ่งบอกว่าปัจจุบันมีคำไหนบ้างที่คนค้นหาแล้วเจอเว็บเรา แต่เราอาจจะอยู่อันดับ 11-20 (หน้า 2) เราสามารถนำข้อมูลนี้มาปรับปรุงบทความเดิม เพื่อดันให้อยู่อันดับ 1-3 ได้ง่ายกว่าการเริ่มทำคำใหม่จากศูนย์ครับ เป็นการใช้ Data จริงของ User ที่เข้าเว็บเรามาวิเคราะห์ต่อยอดได้อย่างแม่นยำ

    • ข้อจำกัด: จะเห็นเฉพาะข้อมูลของเว็บไซต์ตัวเองเท่านั้น ไม่สามารถไปแอบดูข้อมูลคู่แข่งได้
    • ราคา: ใช้งานฟรีสำหรับเจ้าของเว็บไซต์

    4. Ahrefs

    โปรแกรมหา Keyword ดี ๆ อย่าง Ahrefs

    ถ้าพูดถึงโปรแกรมหา Keyword ที่มีฟีเจอร์มากมาย ครบเครื่องแบบจัดเต็มที่สุด แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ต้องนึกถึง Ahrefs เพราะมีฟีเจอร์เด็ด ๆ ที่คนทำ SEO ต่างยกนิ้วให้ เช่น ฟีเจอร์ Keyword Explorer ที่ไม่ได้บอกแค่ Search Volume แต่บอก Clicks ด้วย เพราะบางคำคนค้นหาเยอะแต่ไม่คลิกเลยก็มี และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่พลาดไม่ได้คือ Keyword Difficulty (KD) ที่วิเคราะห์จากจำนวน Backlink ของ Competitor ในหน้าแรกอย่างละเอียด ช่วยให้เรารู้ว่าควรสู้หรือถอยในคำนั้น ๆ 

    นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Competitor Analysis ที่ใช้ส่องคู่แข่งว่าเขาติดอันดับคำไหนบ้างแบบละเอียดทุกลิงก์ รวมไปถึงฟีเจอร์ Site Audit, Brand-radar และอื่น ๆ อีกมากมาย

    • ข้อจำกัด: ราคาสูงที่สุดในบรรดาโปรแกรมหา Keyword ทุกตัว และระบบจำกัดการใช้งานตาม Credit ในแต่ละเดือน
    • ราคา: เริ่มต้นที่ 129$/เดือน

    5. Ubersuggest

    โปรแกรมหา Keyword ดี ๆ อย่าง Ubersuggest

    Ubersuggest เป็น Tools ที่พัฒนาโดย Neil Patel ที่เน้นความง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน (User Friendly ซึ่งสิ่งที่ทำให้ Ubersuggest โดดเด่นนั่นก็คือการวิเคราะห์ Content Ideas โดยระบบจะไปดึงบทความจากเว็บอื่น ๆ ที่ใช้ Keyword นั้น ๆ มาโชว์ให้ดูว่าเขาเขียนหัวข้ออะไร และมียอดแชร์ใน Social Media เท่าไหร่บ้าง ช่วยให้ Content Writer เห็นภาพทันทีว่าควรเขียนแนวไหนถึงจะโดนใจทั้ง Google และคนอ่านครับ

    • ข้อจำกัด: ฐานข้อมูล Backlink อาจจะไม่ใหญ่เท่า Ahrefs และเวอร์ชันฟรีนั้นมีการจำกัดโควต้าการค้นหาค่อนข้างน้อย
    • ราคา: มีแบบฟรี / เสียเงินแบบรายเดือนเริ่มต้น 12$/เดือน และแบบ Lifetime เริ่มต้น 120$

    ชวนอ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม : SEO Content คืออะไร? เขียนอย่างไรให้ติดหน้าแรก Google

    6. KWFinder

    รู้จักโปรแกรมหา Keyword เสียเงิน KWFinder

    หนึ่งในเครื่องมือในเครือ Mangools ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำ และง่ายในเวลาเดียวกัน โดย KWFinder เน้นการหา Long-tail Keyword (คำยาว ๆ เฉพาะเจาะจง) ซึ่งเหมาะมากกับเว็บใหม่ที่ต้องการเลี่ยงคู่แข่งรายใหญ่ ระบบการคำนวณ KD ของที่นี่ถือว่าเชื่อถือได้สูง และฟีเจอร์ที่ใช้บ่อยคือการหา Keyword สำหรับ Local SEO ซึ่งระบุได้ละเอียดถึงระดับเมืองหรือจังหวัดครับ

    • ข้อจำกัด: จำนวนผลลัพธ์ของ Keyword ต่อการค้นหาอาจจะไม่เยอะเท่าเจ้าใหญ่ ๆ
    • ราคา: เริ่มต้นที่ $18.85/เดือน

    7. Keywordtool.io

    รู้จักโปรแกรมหา keyword ฟรีและเสียเงิน Keywordtool.io

    หากคุณไม่ได้ทำแค่บทความบนเว็บไซต์ แต่ทำ YouTube, TikTok หรือขายของใน Amazon ด้วย โปรแกรมหา Keyword ตัวนี้คือที่สุดครับ เพราะดึงข้อมูลจาก Autocomplete ของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งเป็นคำที่คนพิมพ์จริงในช่องค้นหา ทำให้คุณได้คีย์เวิร์ดที่เป็นภาษาพูดและตรงใจผู้ใช้งานจริง ๆ ในแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่งจะแตกต่างจากการหาใน Google อย่างสิ้นเชิง 

    • ข้อจำกัด: ในเวอร์ชันฟรี จะเห็นรายการ Keyword แต่จะไม่เห็นข้อมูลตัวเลข
    • ราคา: ฟรีและแบบเสียเงินเริ่มต้น $89/เดือน 

    8. Moz Pro

    โปรแกรมหา keyword เสียเงิน Moz Pro

    โปรแกรมหา Keyword ที่ยังคงมาตรฐานความแม่นยำไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการวัดค่าความน่าเชื่อถือ ซึ่ง Moz มีค่าเฉพาะตัวที่เรียกว่า “Organic CTR” ซึ่งช่วยประเมินว่าในคำค้นหานั้น ๆ จะมีคนคลิกผลลัพธ์ที่เป็นบทความจริง ๆ กี่เปอร์เซ็นต์ ฟีเจอร์นี้ช่วยให้เราเลือกคำที่มีโอกาสได้ Traffic จริงสูงที่สุด ไม่ใช่แค่คำที่มีคนค้นหาเยอะเฉย ๆ ครับ

    • ข้อจำกัด: ระบบการใช้งานในบางส่วนอาจจะดูซับซ้อนสำหรับมือใหม่ และข้อมูลในไทยอาจจะไม่ครอบคลุมเท่า Ahrefs
    • ราคา: เริ่มต้น $49/เดือน 

    ตารางสรุปเลือกโปรแกรมหา Keywordตัวไหนดี ที่เหมาะกับเรามากที่สุด?

    เพื่อให้คุณเปรียบเทียบข้อมูลได้ง่ายขึ้น กระจ่างได้ทำตารางสรุปในรูปแบบที่เน้นการเทียบฟีเจอร์ต่อฟีเจอร์มาให้ครับ

    Google Keyword PlannerGoogle TrendsGoogle Search ConsoleAhrefsUbersuggestKWFinderKeywordtool.ioMoz Pro
    ฟีเจอร์เด่นข้อมูลตรงจาก Google ช่วยคาดการณ์ยอดคลิกเทียบความนิยมคำ, ดูเทรนด์รายจังหวัดรู้คำที่คนใช้คลิกเข้าเว็บเราจริงๆวิเคราะห์คู่แข่งเชิงลึก, ค่า KD แม่นยำแนะนำหัวข้อบทความ, ใช้งานง่ายที่สุดหา Long-tail ง่ายมาก, ค่าความยากแม่นยำหาคำจาก YouTube, TikTok, Amazonค่า Organic CTR และ Priority Score
    ข้อจำกัดไม่รันโฆษณาจะเห็น Volume เป็นช่วงกว้างไม่บอกปริมาณการค้นหาเป็นตัวเลขใช้หา Keyword ใหม่ๆ จากเว็บอื่นไม่ได้ราคาสูง, ใช้งานยากสำหรับมือใหม่เวอร์ชันฟรีจำกัดการค้นหา 3 ครั้ง/วันฐานข้อมูลคำอาจน้อยกว่าเจ้าใหญ่เวอร์ชันฟรีไม่แสดงข้อมูลตัวเลขใด ๆข้อมูลตลาดไทยยังไม่ครอบคลุมที่สุด
    เหมาะกับใครมือใหม่, คนทำ Google AdsContent writer ที่เกาะกระแส, Bloggerเจ้าของเว็บที่ต้องการเพิ่มอันดับหน้าเดิมเอเจนซี่, SEO มืออาชีพ, องค์กรใหญ่SME, Content Writer, บล็อกเกอร์สาย Niche Site, SEO เฉพาะทางYouTuber, แม่ค้าออนไลน์, Influencerนักวางกลยุทธ์, นักวิเคราะห์ข้อมูล
    ราคาแพ็กเกจฟรีฟรีฟรีเสียเงิน เริ่มต้นที่ 129$/เดือนฟรี / เสียเงิน รายเดือนเริ่มต้น 12$/เดือน และแบบ Lifetime เริ่มต้น 120$เสียเงิน เริ่มต้นที่ $18.85/เดือนฟรี / เสียเงิน เสียเงินเริ่มต้น $89/เดือนเสียเงิน เริ่มต้น $49/เดือน

    FAQs ที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรมค้นหา Keyword

    จำเป็นต้องจ่ายเงินซื้อโปรแกรมค้นหา Keyword SEO รายเดือนไหม ถ้าเพิ่งทำเว็บใหม่?

    ยังไม่จำเป็นครับ สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นทำเว็บไซต์ ให้เน้นใช้โปรแกรมหา keyword ฟรี อย่าง Google Keyword Planner และ Google Trends ไปก่อนจะดีกว่า เมื่อเว็บไซต์เริ่มมี Content ประมาณ 30-50 บทความและเริ่มมี Traffic แล้ว ค่อยเริ่มมองหาโปรแกรมหา keyword แบบเสียเงิน เพื่อขยับอันดับให้สูงขึ้นครับ

    Search Volume เชื่อถือได้แค่ไหน ทำไมแต่ละโปรแกรมไม่เท่ากัน?

    Search Volume ที่แสดงผลให้เห็นในโปรแกรมหา Keyword ต่าง ๆ (ยกเว้น Google Ads) จะเป็นการ Estimation มาให้ครับ เพราะจริง ๆ แล้วแต่ละโปรแกรมมีอัลกอริทึมและฐานข้อมูลผู้ใช้ที่ต่างกัน แนะนำให้ยึด Tools ใด Tools หนึ่งเป็นหลักสำหรับวัดผลในโปรเจกต์นั้น ๆ จะดีกว่าครับ

    แนะนำโปรแกรมหา Keyword ตัวไหนดีสำหรับสาย Content Writer ที่เน้นหาไอเดีย

    แนะนำ Ubersuggest ครับ เพราะมีฟีเจอร์การดึงหัวข้อบทความที่ได้รับความนิยมมาให้ดู จะช่วยให้เราไม่ต้องนั่งนึกหัวข้อเองให้เสียเวลา และมั่นใจได้ว่าหัวข้อที่เราเขียนมีคนอยากอ่านจริง ๆ 

    แนะนำโปรแกรมหา Keywordสำหรับสาย Technical SEO

    แนะนำ Ahrefs และ Google Search Console เพราะให้ข้อมูลเรื่อง Backlink และประสิทธิภาพของแต่ละหน้าได้ลึกที่สุด ซึ่งจำเป็นมากต่อการทำ Technical SEO 

    สรุป

    เป็นอย่างไรกันบ้างครับ จะเห็นใช่ไหมครับว่าการทำ SEO ให้ได้ประสิทธิภาพ ติด Rank ดี ๆ แล้ว การมี Tools ดี ๆ ก็ช่วยให้การทำ SEO ของเรานั้นได้เปรียบมากยิ่งขึ้น สำหรับที่กำลังมองหาโปรแกรมหา Keywords ดี ๆ ลองจิ้มตัวที่ชอบไปใช้กันได้เลยนะครับ รับรองว่าจะช่วยให้การ Keywords Research ของคุณนั้นรวดเร็ว คล่องตัวมากยิ่งขึ้น

    และสำหรับใครที่กำลังมองหาบริการรับทำ SEO ดี ๆ ที่ช่วยให้การทำ SEO ของคุณกระจ่างแจ่มแจ้งไม่เหมือนใคร นึกถึงกระจ่างได้เลยนะครับ เราพร้อมให้คำปรึกษาด้านการทำ SEO และการตลาดแบบครบวงจร

    Picture of krajang
    krajang

    บทความแนะนำ

    ในโลกดิจิทัลที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว การสร้างตัวตนของแบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์ จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นบนโซเชียลมีเดียหรือเว็บไซต์ของตนเอง
    1342
    แชร์
    ประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้เป็นสิ่งที่ควรทำเว็บไซต์ควรใส่ใจ โดยการปรับปรุงเชิง Technical SEO เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์และช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาคำตอบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
    1286
    แชร์
    ในโลกธุรกิจปัจจุบัน การทำ SEO นั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่จะเห็นผลมากยิ่งขึ้นเมื่อทำ SXO หรือ Search Experience Optimization ควบคู่กันไปด้วย เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดกลับไปให้ผู้ใช้
    1247
    แชร์

    เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

    ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

    คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

    ยอมรับทั้งหมด
    จัดการความเป็นส่วนตัว
    • เปิดใช้งานตลอด

    บันทึกการตั้งค่า

    KRA-JANG พร้อมช่วยเหลือและทำธุรกิจไปกับคุณ

    รับการตอบกลับภายใน 1 ชั่วโมง