การทำ SEO ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่การเดาสุ่ม ๆ อีกต่อไปครับ เพราะในปัจจุบันการทำ SEO นั้นเรียกได้เป็นวงการที่มีการแข่งขันสูงเลยทีเดยว ทั้งการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้า SERP และการที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณถูก AI หยิบไปแสดงผลใน AI Search ต่าง ๆ แน่นอนว่าก่อนจะทำ Content ลงในเว็บไซต์สัก Topic นึง จะมานั่งจิ้ม Keywords แบบสุ่ม ๆ ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ว่าทุก Keywords จะมี Search Volume เสมอไป
เมื่อเป็นแบบนี้แล้วการมีผู้ช่วยอย่าง “โปรแกรมหา Keyword” จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักทำ SEO ไม่ว่าจะเป็นการหา Money Keywords, Niche Keywords หรือการค้นหา Long-tail Keywords ที่กลุ่มเป้าหมายกำลังสงสัย ต้องการคำตอบแบบจริงจัง
บทความนี้ KRA-JNAG จะขอพาคุณไปทำความรู้จักกับโปรแกรมหา Keyword ทั้งแบบฟรีและเสียเงิน ที่คัดมาแล้วว่าตอบโจทย์การทำงานจริง เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น และสำหรับเอเจนซี่รับทำ SEO จะมีโปรแกรมไหนกันบ้าง ไปอ่านพร้อม ๆ กันได้เลยครับ
แนะนำโปรแกรมหา Keywordที่คัดมาแล้วว่าเวิร์ก มีตัวไหนบ้าง?
มาดูกันครับว่าโปรแกรมหา Keyword ที่ตอบโจทย์กับการใช้งานสำหรับนักทำ SEO ที่เราคัดมาแล้ว มีโปรแกรมไหนกันบ้าง แล้วแต่ละโปรแกรมมีฟีเจอร์ที่เด่น จะฟรีหรือเสียเงิน ไปดูกันเลยครับ
1. Google Keyword Planner

พูดถึงโปรแกรมค้นหา Keyword ที่ไม่มีใครไม่รู้จักกับ Google Keyword Planner ซึ่งเป็นเครื่องมืออย่างเป็นทางการของ Google เอง ทำให้ข้อมูลปริมาณการค้นหาจึงมีความใกล้เคียงความจริงที่สุด
แน่นอนว่านอกจากจะใช้หา Keyword ใหม่ ๆ ได้แล้ว Google Keyword Planner มีฟีเจอร์ที่โดดเด่นอย่างฟีเจอร์ “Forecast” ที่ช่วยให้เราประเมินล่วงหน้าได้ว่า หากเราทำอันดับในคำนี้ได้ จะมี Traffic เข้าเว็บประมาณเท่าไหร่ นอกจากนี้ยังมีระบบ “Grouped Ideas” ที่ช่วยจัดกลุ่ม Keyword ที่มีความหมายใกล้เคียงกัน (LSI Keywords) ให้เรานำไปใช้วางโครงสร้างบทความได้ง่ายขึ้นอีกด้วยครับ
- ข้อจำกัด: ส่วนใหญ่แล้วตัวเลข Volume มักจะถูกปัดเศษ และถ้าไม่ได้รันโฆษณา ข้อมูลจะเป็นช่วงกว้าง ๆ ซึ่งอาจทำให้การวิเคราะห์ Keywords ที่มีความใกล้เคียงกันมาก ๆ ทำได้ยาก
- ราคาแพ็คเกจ: ใช้งานฟรี (แต่จำเป็นต้องมีบัญชี Google Ads)
2. Google Trends

ใครที่กำลังต้องการ Tool ดี ๆ สำหรับการทำ Seasonal Content และเกาะกระแสให้อัปเดตทันในทุก ๆ เทรนด์ ขอแนะนำ Google Trends เลยครับ เพราะความเจ๋งของโปรแกรมหา Keyword ตัวนี้คือการเปรียบเทียบความนิยม (Interest over time) ซึ่งจะทำให้เราเห็นได้เลยว่าคำว่า “A” กับ “B” คำไหนกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Related Queries ที่แบ่งเป็น Top (คำที่นิยมที่สุด) และ Rising (คำที่กำลังพุ่งแรง) ซึ่งมักจะเป็นคีย์เวิร์ดประเภทโอกาสทองที่คู่แข่งยังไม่ทันตั้งตัวครับ
- ข้อจำกัด: ไม่สามารถบอกปริมาณ Search Volume ได้โดยตรง ทำให้ประเมินขนาดตลาดได้ยากหากใช้ตัวเดียว
- ราคา: ใช้งานฟรี
3. Google Search Console

เครื่องมือทำ SEO ที่ช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพเว็บไซต์ของตัวเองที่คนทำ SEO ขาดไม่ได้อย่าง Google Search Console ซึ่งฟีเจอร์เด่นที่หลาย ๆ คนชอบที่สุดคือรายงาน “Performance” ซึ่งบอกว่าปัจจุบันมีคำไหนบ้างที่คนค้นหาแล้วเจอเว็บเรา แต่เราอาจจะอยู่อันดับ 11-20 (หน้า 2) เราสามารถนำข้อมูลนี้มาปรับปรุงบทความเดิม เพื่อดันให้อยู่อันดับ 1-3 ได้ง่ายกว่าการเริ่มทำคำใหม่จากศูนย์ครับ เป็นการใช้ Data จริงของ User ที่เข้าเว็บเรามาวิเคราะห์ต่อยอดได้อย่างแม่นยำ
- ข้อจำกัด: จะเห็นเฉพาะข้อมูลของเว็บไซต์ตัวเองเท่านั้น ไม่สามารถไปแอบดูข้อมูลคู่แข่งได้
- ราคา: ใช้งานฟรีสำหรับเจ้าของเว็บไซต์
4. Ahrefs

ถ้าพูดถึงโปรแกรมหา Keyword ที่มีฟีเจอร์มากมาย ครบเครื่องแบบจัดเต็มที่สุด แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ต้องนึกถึง Ahrefs เพราะมีฟีเจอร์เด็ด ๆ ที่คนทำ SEO ต่างยกนิ้วให้ เช่น ฟีเจอร์ Keyword Explorer ที่ไม่ได้บอกแค่ Search Volume แต่บอก Clicks ด้วย เพราะบางคำคนค้นหาเยอะแต่ไม่คลิกเลยก็มี และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่พลาดไม่ได้คือ Keyword Difficulty (KD) ที่วิเคราะห์จากจำนวน Backlink ของ Competitor ในหน้าแรกอย่างละเอียด ช่วยให้เรารู้ว่าควรสู้หรือถอยในคำนั้น ๆ
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Competitor Analysis ที่ใช้ส่องคู่แข่งว่าเขาติดอันดับคำไหนบ้างแบบละเอียดทุกลิงก์ รวมไปถึงฟีเจอร์ Site Audit, Brand-radar และอื่น ๆ อีกมากมาย
- ข้อจำกัด: ราคาสูงที่สุดในบรรดาโปรแกรมหา Keyword ทุกตัว และระบบจำกัดการใช้งานตาม Credit ในแต่ละเดือน
- ราคา: เริ่มต้นที่ 129$/เดือน
5. Ubersuggest

Ubersuggest เป็น Tools ที่พัฒนาโดย Neil Patel ที่เน้นความง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน (User Friendly ซึ่งสิ่งที่ทำให้ Ubersuggest โดดเด่นนั่นก็คือการวิเคราะห์ Content Ideas โดยระบบจะไปดึงบทความจากเว็บอื่น ๆ ที่ใช้ Keyword นั้น ๆ มาโชว์ให้ดูว่าเขาเขียนหัวข้ออะไร และมียอดแชร์ใน Social Media เท่าไหร่บ้าง ช่วยให้ Content Writer เห็นภาพทันทีว่าควรเขียนแนวไหนถึงจะโดนใจทั้ง Google และคนอ่านครับ
- ข้อจำกัด: ฐานข้อมูล Backlink อาจจะไม่ใหญ่เท่า Ahrefs และเวอร์ชันฟรีนั้นมีการจำกัดโควต้าการค้นหาค่อนข้างน้อย
- ราคา: มีแบบฟรี / เสียเงินแบบรายเดือนเริ่มต้น 12$/เดือน และแบบ Lifetime เริ่มต้น 120$
ชวนอ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม : SEO Content คืออะไร? เขียนอย่างไรให้ติดหน้าแรก Google
6. KWFinder

หนึ่งในเครื่องมือในเครือ Mangools ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำ และง่ายในเวลาเดียวกัน โดย KWFinder เน้นการหา Long-tail Keyword (คำยาว ๆ เฉพาะเจาะจง) ซึ่งเหมาะมากกับเว็บใหม่ที่ต้องการเลี่ยงคู่แข่งรายใหญ่ ระบบการคำนวณ KD ของที่นี่ถือว่าเชื่อถือได้สูง และฟีเจอร์ที่ใช้บ่อยคือการหา Keyword สำหรับ Local SEO ซึ่งระบุได้ละเอียดถึงระดับเมืองหรือจังหวัดครับ
- ข้อจำกัด: จำนวนผลลัพธ์ของ Keyword ต่อการค้นหาอาจจะไม่เยอะเท่าเจ้าใหญ่ ๆ
- ราคา: เริ่มต้นที่ $18.85/เดือน
7. Keywordtool.io

หากคุณไม่ได้ทำแค่บทความบนเว็บไซต์ แต่ทำ YouTube, TikTok หรือขายของใน Amazon ด้วย โปรแกรมหา Keyword ตัวนี้คือที่สุดครับ เพราะดึงข้อมูลจาก Autocomplete ของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งเป็นคำที่คนพิมพ์จริงในช่องค้นหา ทำให้คุณได้คีย์เวิร์ดที่เป็นภาษาพูดและตรงใจผู้ใช้งานจริง ๆ ในแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่งจะแตกต่างจากการหาใน Google อย่างสิ้นเชิง
- ข้อจำกัด: ในเวอร์ชันฟรี จะเห็นรายการ Keyword แต่จะไม่เห็นข้อมูลตัวเลข
- ราคา: ฟรีและแบบเสียเงินเริ่มต้น $89/เดือน
8. Moz Pro

โปรแกรมหา Keyword ที่ยังคงมาตรฐานความแม่นยำไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการวัดค่าความน่าเชื่อถือ ซึ่ง Moz มีค่าเฉพาะตัวที่เรียกว่า “Organic CTR” ซึ่งช่วยประเมินว่าในคำค้นหานั้น ๆ จะมีคนคลิกผลลัพธ์ที่เป็นบทความจริง ๆ กี่เปอร์เซ็นต์ ฟีเจอร์นี้ช่วยให้เราเลือกคำที่มีโอกาสได้ Traffic จริงสูงที่สุด ไม่ใช่แค่คำที่มีคนค้นหาเยอะเฉย ๆ ครับ
- ข้อจำกัด: ระบบการใช้งานในบางส่วนอาจจะดูซับซ้อนสำหรับมือใหม่ และข้อมูลในไทยอาจจะไม่ครอบคลุมเท่า Ahrefs
- ราคา: เริ่มต้น $49/เดือน
ตารางสรุปเลือกโปรแกรมหา Keywordตัวไหนดี ที่เหมาะกับเรามากที่สุด?
เพื่อให้คุณเปรียบเทียบข้อมูลได้ง่ายขึ้น กระจ่างได้ทำตารางสรุปในรูปแบบที่เน้นการเทียบฟีเจอร์ต่อฟีเจอร์มาให้ครับ
| Google Keyword Planner | Google Trends | Google Search Console | Ahrefs | Ubersuggest | KWFinder | Keywordtool.io | Moz Pro | |
| ฟีเจอร์เด่น | ข้อมูลตรงจาก Google ช่วยคาดการณ์ยอดคลิก | เทียบความนิยมคำ, ดูเทรนด์รายจังหวัด | รู้คำที่คนใช้คลิกเข้าเว็บเราจริงๆ | วิเคราะห์คู่แข่งเชิงลึก, ค่า KD แม่นยำ | แนะนำหัวข้อบทความ, ใช้งานง่ายที่สุด | หา Long-tail ง่ายมาก, ค่าความยากแม่นยำ | หาคำจาก YouTube, TikTok, Amazon | ค่า Organic CTR และ Priority Score |
| ข้อจำกัด | ไม่รันโฆษณาจะเห็น Volume เป็นช่วงกว้าง | ไม่บอกปริมาณการค้นหาเป็นตัวเลข | ใช้หา Keyword ใหม่ๆ จากเว็บอื่นไม่ได้ | ราคาสูง, ใช้งานยากสำหรับมือใหม่ | เวอร์ชันฟรีจำกัดการค้นหา 3 ครั้ง/วัน | ฐานข้อมูลคำอาจน้อยกว่าเจ้าใหญ่ | เวอร์ชันฟรีไม่แสดงข้อมูลตัวเลขใด ๆ | ข้อมูลตลาดไทยยังไม่ครอบคลุมที่สุด |
| เหมาะกับใคร | มือใหม่, คนทำ Google Ads | Content writer ที่เกาะกระแส, Blogger | เจ้าของเว็บที่ต้องการเพิ่มอันดับหน้าเดิม | เอเจนซี่, SEO มืออาชีพ, องค์กรใหญ่ | SME, Content Writer, บล็อกเกอร์ | สาย Niche Site, SEO เฉพาะทาง | YouTuber, แม่ค้าออนไลน์, Influencer | นักวางกลยุทธ์, นักวิเคราะห์ข้อมูล |
| ราคาแพ็กเกจ | ฟรี | ฟรี | ฟรี | เสียเงิน เริ่มต้นที่ 129$/เดือน | ฟรี / เสียเงิน รายเดือนเริ่มต้น 12$/เดือน และแบบ Lifetime เริ่มต้น 120$ | เสียเงิน เริ่มต้นที่ $18.85/เดือน | ฟรี / เสียเงิน เสียเงินเริ่มต้น $89/เดือน | เสียเงิน เริ่มต้น $49/เดือน |
FAQs ที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรมค้นหา Keyword
จำเป็นต้องจ่ายเงินซื้อโปรแกรมค้นหา Keyword SEO รายเดือนไหม ถ้าเพิ่งทำเว็บใหม่?
ยังไม่จำเป็นครับ สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นทำเว็บไซต์ ให้เน้นใช้โปรแกรมหา keyword ฟรี อย่าง Google Keyword Planner และ Google Trends ไปก่อนจะดีกว่า เมื่อเว็บไซต์เริ่มมี Content ประมาณ 30-50 บทความและเริ่มมี Traffic แล้ว ค่อยเริ่มมองหาโปรแกรมหา keyword แบบเสียเงิน เพื่อขยับอันดับให้สูงขึ้นครับ
Search Volume เชื่อถือได้แค่ไหน ทำไมแต่ละโปรแกรมไม่เท่ากัน?
Search Volume ที่แสดงผลให้เห็นในโปรแกรมหา Keyword ต่าง ๆ (ยกเว้น Google Ads) จะเป็นการ Estimation มาให้ครับ เพราะจริง ๆ แล้วแต่ละโปรแกรมมีอัลกอริทึมและฐานข้อมูลผู้ใช้ที่ต่างกัน แนะนำให้ยึด Tools ใด Tools หนึ่งเป็นหลักสำหรับวัดผลในโปรเจกต์นั้น ๆ จะดีกว่าครับ
แนะนำโปรแกรมหา Keyword ตัวไหนดีสำหรับสาย Content Writer ที่เน้นหาไอเดีย
แนะนำ Ubersuggest ครับ เพราะมีฟีเจอร์การดึงหัวข้อบทความที่ได้รับความนิยมมาให้ดู จะช่วยให้เราไม่ต้องนั่งนึกหัวข้อเองให้เสียเวลา และมั่นใจได้ว่าหัวข้อที่เราเขียนมีคนอยากอ่านจริง ๆ
แนะนำโปรแกรมหา Keywordสำหรับสาย Technical SEO
แนะนำ Ahrefs และ Google Search Console เพราะให้ข้อมูลเรื่อง Backlink และประสิทธิภาพของแต่ละหน้าได้ลึกที่สุด ซึ่งจำเป็นมากต่อการทำ Technical SEO
สรุป
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ จะเห็นใช่ไหมครับว่าการทำ SEO ให้ได้ประสิทธิภาพ ติด Rank ดี ๆ แล้ว การมี Tools ดี ๆ ก็ช่วยให้การทำ SEO ของเรานั้นได้เปรียบมากยิ่งขึ้น สำหรับที่กำลังมองหาโปรแกรมหา Keywords ดี ๆ ลองจิ้มตัวที่ชอบไปใช้กันได้เลยนะครับ รับรองว่าจะช่วยให้การ Keywords Research ของคุณนั้นรวดเร็ว คล่องตัวมากยิ่งขึ้น
และสำหรับใครที่กำลังมองหาบริการรับทำ SEO ดี ๆ ที่ช่วยให้การทำ SEO ของคุณกระจ่างแจ่มแจ้งไม่เหมือนใคร นึกถึงกระจ่างได้เลยนะครับ เราพร้อมให้คำปรึกษาด้านการทำ SEO และการตลาดแบบครบวงจร